รักษาความปลอดภัยงานอีเวนต์

รักษาความปลอดภัยงานอีเวนต์

การทำงานของ รปภ. งานอีเวนต์ (Event Security) มีความแตกต่างจาก รปภ. ประจำจุดทั่วไปอย่างมาก เนื่องจากต้องทำงานภายใต้แรงกดดันสูง ต้องบริหารจัดการมวลชนจำนวนมาก และทำงานตามแผนความปลอดภัยที่ปรับเปลี่ยนตามรูปแบบของงาน เช่น งานคอนเสิร์ต งานแสดงสินค้า หรือ งานแข่งกีฬาโดยสามารถแบ่งขั้นตอนและหน้าที่หลักออกเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญ ดังนี้

  1. ช่วงก่อนเริ่มงาน (Pre-Event)
    • ประเมินความเสี่ยงและวางแผน : ร่วมมือกับผู้จัดงานเพื่อสำรวจเส้นทาง ตรวจสอบจุดเสี่ยง และวางแผนเผชิญเหตุ
    • ซักซ้อมและรับบรีฟหน้าที่ : ประชุมแบ่งโซนความรับผิดชอบ และทดสอบอุปกรณ์สื่อสาร เช่น วิทยุสื่อสาร

ให้พร้อมใช้งาน

1.3 ตรวจเช็กพื้นที่จัดงาน : ตรวจสอบความปลอดภัยของเวที โครงสร้าง อุปกรณ์ป้องกันไฟ และสิ่งแปลกปลอมก่อนเปิดให้คนเข้างาน

  1. ช่วงระหว่างดำเนินงาน (During Event)
  • ควบคุมการเข้า-ออกอย่างเข้มงวด : ตรวจตั๋ว บัตร สแกนสายรัดข้อมือ แยกโซนทั่วไปและโซน VIP
  • คัดกรองความปลอดภัย : ตรวจค้นกระเป๋าและร่างกายเพื่อป้องกันการพกพาอาวุธ สารเสพติด หรือวัตถุอันตรายเข้างาน
  • บริหารจัดการฝูงชน (Crowd Management) : จัดระเบียบแถว ป้องกันการเบียดเสียดทะลักคอขวด และดูแลไม่ให้เกิดการจลาจล
  • เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง : สอดส่องบุคคลต้องสงสัย ระงับเหตุทะเลาะวิวาท และควบคุมสถานการณ์อย่างสันติวิธี
  • อารักขาบุคคลสำคัญ (VIP Protection) : ดูแลความปลอดภัยให้แก่ศิลปิน นักการเมือง หรือบุคคลสำคัญอย่างใกล้ชิด

3.ช่วงหลังจบงาน (Post-Event)

3.1 อำนวยความสะดวกช่วงงานเลิก : ระบายฝูงชนออกจากฮอลล์หรือพื้นที่จัดงานอย่างเป็นระเบียบ ป้องกันการเหยียบกัน

3.2 ดูแลความปลอดภัยช่วงรื้อถอน : เฝ้าทรัพย์สิน อุปกรณ์เครื่องเสียง และเวทีในขณะที่ทีมงานกำลังจัดเก็บ

3.3 สรุปและรายงานผล : บันทึกเหตุการณ์ผิดปกติทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อส่งรายงานให้ผู้ว่าจ้าง

ข้อกฎหมายและสิทธิ์ในการตรวจค้นของ รปภ.

ตามกฎหมายไทย เจ้าหน้าที่ รปภ. ไม่มีอำนาจในการบังคับตรวจค้นร่างกายหรือกระเป๋าของประชาชนเหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) รองรับอำนาจดังกล่าวอย่างไรก็ตาม การตรวจค้นในงานอีเวนต์สามารถทำได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. สิทธิ์ในกรรมสิทธิ์สถานที่ (Property Rights)

แม้ รปภ. จะไม่มีอำนาจตามกฎหมายอาญา แต่สามารถทำการตรวจค้นได้ภายใต้ “สิทธิ์ของผู้ว่าจ้างหรือเจ้าของสถานที่

  • เงื่อนไขการเข้าพื้นที่ : เจ้าของงานมีสิทธิ์กำหนดเงื่อนไขว่า “ผู้ที่จะเข้างานต้องยินยอมให้ตรวจค้นสัมภาระเพื่อความปลอดภัย
  • สิทธิ์ในการปฏิเสธ : ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่ให้ รปภ. ตรวจค้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน รปภ. ก็มีสิทธิ์ “ปฏิเสธไม่ให้บุคคลนั้นเข้างาน ได้เช่นกันตามคำสั่งของผู้จัดงาน
  1. ขอบเขตอำนาจตาม พ.ร.บ. ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 กฎหมายฉบับนี้กำหนดหน้าที่หลักของ รปภ. ไว้ดังนี้
    • การระงับเหตุ : มีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยและระงับเหตุภายในพื้นที่รับผิดชอบตามสัญญาจ้าง
    • การจับกุม : รปภ. สามารถจับกุมตัวบุคคลได้เฉพาะกรณี “ความผิดซึ่งหน้า” (เช่น กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่น หรือพกพาอาวุธเข้ามาทำร้ายคนในงาน) ในฐานะพลเมืองดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 โดยเมื่อควบคุมตัวได้แล้ว ต้องรีบส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ห้ามกักขังหน่วงเหนี่ยวเอง
  2. แนวทางปฏิบัติในการตรวจค้นที่ถูกต้อง (เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย) เพื่อป้องกันไม่ให้ รปภ. ถูกฟ้องร้องฐานข่มขู่คุกคาม หรือกักขังหน่วงเหนี่ยว ควรปฏิบัติตามหลักสากลดังนี้
    • แจ้งให้ทราบล่วงหน้า : ติดป้ายประกาศชัดเจนบริเวณทางเข้างานว่า ” มีการตรวจค้นกระเป๋าและสิ่งแปลกปลอมก่อนเข้างาน “
    • ขอความยินยอมทุกครั้ง : รปภ. ต้องใช้คำพูดที่สุภาพในการขอความร่วมมือเปิดกระเป๋า
    • การตรวจค้นร่างกาย (Pat-down) : หากจำเป็นต้องสัมผัสตัวเพื่อตรวจอาวุธ ต้องใช้ รปภ. เพศเดียวกันกับผู้ถูกตรวจค้นเท่านั้น (รปภ.หญิง ตรวจผู้หญิง / รปภ.ชาย ตรวจผู้ชาย) เพื่อป้องกันข้อหาอนาจาร
    • ห้ามยึดทรัพย์สิน : รปภ. ไม่มีสิทธิ์ยึดทรัพย์สินส่วนตัวของใครไว้ถาวร ทำได้เพียงขอให้ฝากไว้ที่จุดรับฝาก หรือปฏิเสธไม่ให้นำวัตถุชิ้นนั้น (เช่น กล้องถ่ายภาพ, ขวดน้ำ, อาวุธ) เข้าไปในงาน

แนวทางจัดการเมื่อ รปภ. ตรวจเจอสิ่งผิดกฎหมาย (เช่น ยาเสพติด/อาวุธ)

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดเมื่อ รปภ. ตรวจเจอสิ่งผิดกฎหมายในงานอีเวนต์ คือ “ห้ามจับกุมหรือตรวจค้นเพิ่มด้วยตนเองโดยพลการ แต่ให้กักตัวและส่งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที” เนื่องจาก รปภ. มีฐานะเป็นพลเมืองดีตามกฎหมาย การทำเกินขอบเขตอาจทำให้ผู้จัดงานถูกฟ้องร้องกลับได้ลำดับขั้นตอนการจัดการแบ่งออกเป็น 2 กรณีตามประเภทของวัตถุ ดังนี้

1.กรณีตรวจเจอ “อาวุธ” (ปืน, มีด, วัตถุระเบิด)

1.1 ประเมินความปลอดภัยเป็นหลัก : หากผู้พกพามีท่าทีขัดขืนหรือมีอาวุธร้ายแรง รปภ. ไม่ควรเข้าปะทะโดยตรงเพื่อป้องกันความแตกตื่น

1.2 สกัดกั้นไม่ให้เข้างาน : แจ้งปฏิเสธการเข้าพื้นที่อย่างสุภาพแต่เด็ดขาด

1.3 เชิญเข้าพื้นที่ควบคุม : หากสถานการณ์เอื้ออำนวย ให้เชิญบุคคลนั้นไปยังห้องหรือจุดพักคอยที่จัดเตรียมไว้เฉพาะ (หลีกเลี่ยงการเจรจาท่ามกลางฝูงชน)

1.4 ประสานงานส่งต่อ : รปภ. หัวหน้าชุดต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำอยู่บริเวณงาน หรือโทร 191 ทันที เพื่อให้ตำรวจเข้าตรวจค้นและดำเนินการตามกฎหมาย

  1. กรณีตรวจเจอ “ยาเสพติด

2.1 ห้ามยึดไว้เอง : รปภ. ไม่มีอำนาจในการยึดหรือเก็บรักษายาเสพติดไว้กับตัว เพราะอาจมีความผิดฐานครอบครองยาเสพติดเสียเอง

2.3 ห้ามทำการค้นตัวเพิ่ม : หากเจอในกระเป๋า ให้ขอความร่วมมือให้ผู้ต้องสงสัยยืนรอ ห้าม รปภ. ล้วงกระเป๋ากางเกงหรือค้นเสื้อผ้าเพิ่มเติมเด็ดขาด

2.4 ควบคุมตัวในฐานะความผิดซึ่งหน้า : ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 พลเมืองดี (รวมถึง รปภ.) สามารถควบคุมตัวผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าไว้ได้ชั่วคราว เพื่อรอส่งมอบให้ตำรวจ

2.5 บันทึกหลักฐาน : ให้เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าชุดบันทึกภาพถ่ายหรือวิดีโอสถานการณ์ วัตถุที่พบ และบุคคลดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน (โดยไม่เป็นการละเมิดสิทธิ์จนเกินขอบเขต)

ข้อควรระวังสูงสุดสำหรับผู้จัดงานและทีม รปภ.

ห้ามเรียกรับผลประโยชน์ : การเรียกเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวหรือคืนของกลาง จะมีความผิดทางอาญาร้ายแรงฐานกรรโชกทรัพย์และร่วมกันกระทำผิดกฎหมาย

ห้ามใช้กำลังเกินกว่าเหตุ : การควบคุมตัวทำได้เท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้หลบหนี หากรุมทำร้ายร่างกายผู้ต้องสงสัย รปภ. จะตกเป็นผู้ต้องหาฐานทำร้ายร่างกายทันที

ต้องมี SOP (Standard Operating Procedure) : ผู้จัดงานต้องเตรียมห้องแยกเฉพาะ และมีเบอร์โทรติดต่อตรงกับ สน./สภ. ท้องที่ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันประชุมเตรียมงาน

แผนเผชิญเหตุ (SOP) และการจัดห้องควบคุมตัวชั่วคราว

ต้องเน้นความปลอดภัยสูงสุดและไม่ละเมิดสิทธิ์ตามกฎหมาย เพื่อให้การส่งมอบตัวผู้กระทำความผิดให้กับตำรวจท้องที่เป็นไปอย่างราบรื่นและไม่มีปัญหาฟ้องร้องตามมา นี่คือแนวทางการจัดทำเอกสารและการเตรียมพื้นที่อย่างมืออาชีพ

  1. การจัดทำแผนเผชิญเหตุ (SOP) เพื่อส่งให้ตำรวจท้องที่ก่อนเริ่มงานอีเวนต์ ผู้จัดงานต้องนำแผนฉบับนี้เข้าประชุมร่วมกับ ผู้กำกับการ หรือหัวหน้าพนักงานสอบสวนของ สน./สภ. ท้องที่ เพื่อประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่มาประจำจุด โดยแผนควรประกอบด้วยข้อหัวสำคัญดังนี้

1.1 ข้อมูลภาพรวมงาน : ระบุประเภทงาน (เช่น คอนเสิร์ต/งานเคาท์ดาวน์), จำนวนผู้เข้าร่วมงานที่คาดการณ์, และรายชื่อศิลปิน/บุคคลสำคัญ

1.2 ผังโครงสร้างการสื่อสาร (Chain of Command) : ระบุชื่อและเบอร์โทรติดต่อตรงของ “ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Event Director)” และ “หัวหน้าชุด รปภ. (Security Chief)” เพื่อให้ตำรวจติดต่อได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

1.3 แผนผังจุดคัดกรองและจุดประจำการ : แสดงตำแหน่งของประตูเข้า-ออก, จุดตรวจอาวุธ, และตำแหน่งที่อยากให้ตำรวจยืนสแตนบาย (เช่น หลังประตูตรวจค้น หรือจุดกระจายตัวในงาน)

1.4 ขั้นตอนการส่งมอบตัว (Handover Protocol) : รปภ. ตรวจพบสิ่งผิดกฎหมาย -> แจ้งหัวหน้าชุด รปภ.หัวหน้าชุด รปภ. เชิญตัวไปยังห้องควบคุม และโทรแจ้งสายด่วน/ตำรวจที่สแตนบายในงานทันที รปภ. ควบคุมสถานการณ์อย่างสงบ ห้ามสอบสวนเอง และห้ามเคลื่อนย้ายของกลางตำรวจมาถึง รปภ. ส่งมอบตัวพร้อมหลักฐาน (ภาพถ่าย/คลิปขณะตรวจพบ) และลงบันทึกประจำวันร่วมกัน

  1. การจัดโซนห้องควบคุมตัวชั่วคราว (Holding Room) ที่ปลอดภัยห้องควบคุมตัวภายในงานอีเวนต์ ไม่ใช่ “คุก” แต่เป็น “พื้นที่สกัดกั้นเพื่อรอตำรวจ” ดังนั้นการเลือกและจัดห้องต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้ง รปภ. และผู้ต้องสงสัย

2.1 ทำเลที่ตั้ง (Location) : ต้องอยู่ใกล้ประตูทางเข้า-ออกหลัก หรือประตูฉุกเฉินด้านหลัง เพื่อให้ตำรวจเดินเข้ามารับตัวได้ง่าย โดยไม่ผ่านฝูงชนในงาน (ป้องกันความแตกตื่น)

2.2 ความปลอดภัยภายในห้อง (Room Safety) เป็นห้องมิดชิด ผนังทึบ ไม่ใช่อยู่ในจุดที่คนทั่วไปมองเห็นได้ง่าย

2.3 เคลียร์สิ่งอันตราย : ต้องไม่มีวัตถุที่สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธหรือทำร้ายตัวเองได้ เช่น ปากกา, กรรไกร, แจกันแก้ว, หรือสายไฟ

2.4 ไม่มีหน้าต่างที่เปิดได้ : เพื่อป้องกันการกระโดดหนีหรือการโยนของกลางทิ้ง

2.5 เก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์ : ควรเป็นเก้าอี้หนักหรือยึดติดกับพื้น เพื่อไม่ให้ยกมาทุ่มใส่เจ้าหน้าที่ได้

2.6 การบันทึกภาพ (CCTV) : ควรมีกล้องวงจรปิดติดไว้ในห้องเพื่อบันทึกเหตุการณ์ตลอดเวลา (ป้องกันข้อกล่าวหาว่า รปภ. ซ้อมทรมาน หรือกรรโชกทรัพย์)

2.7 ให้หัวหน้าชุด รปภ. ใช้บอดี้แคม (Body Cam) หรือเปิดกล้องมือถือบันทึกภาพในระยะห่างที่เหมาะสม

2.8 หลักการควบคุมตัว : ต้องมี รปภ. เฝ้าอย่างน้อย 2 คนเสมอ และหนึ่งในนั้นต้องเป็นเพศเดียวกับผู้ต้องสงสัย

2.9 การจำกัดอิสรภาพ : รปภ. สามารถล็อกประตูห้องได้เพื่อกันหนี แต่ ห้ามใช้กุญแจมือของตัวเองใส่ผู้ต้องสงสัย เว้นแต่บุคคลนั้นคลุ้มคลั่งและเสี่ยงต่อการทำร้ายผู้อื่นอย่างรุนแรง (ให้เน้นการยืนคุมเชิง)